king

เป็นสุข ทุกครัวเรือน

Be Happy Radio

           | 

สถานการณ์ผู้สูงอายุไทย

อีเมล

 

 

๒.สถานการณ์ผู้สูงอายุ โดยเมื่อผู้สูงอายุมีจำนวนเพิ่มมากขึ้น จึงมีประเด็นท้าทายในสังคมสูงวัย ดังนี้

๒.๑ มิติทางสังคม ผู้สูงอายุมีจำนวนเพิ่มขึ้นในอัตราที่รวดเร็วมาก ในขณะที่จำนวนบุตรและประชากรในวัยแรงงานที่จะมาเกื้อหนุนมีแนวโน้มลดลงเกิด การลดลงของภาวะเจริญพันธุ์ ส่งผลให้จำนวนบุตรที่มีชีวิตของผู้สูงอายุลดลงและสัดส่วนของผู้สูงอายุที่ ไม่มีบุตรเพิ่มขึ้น เกิดการเพิ่มขึ้นของสัดส่วนผู้ที่เป็นโสดและหย่าร้าง สัดส่วนของผู้สูงอายุที่อยู่กับบุตรลดลง สัดส่วนของผู้สูงอายุที่อยู่คนเดียวและอยู่ตามลำพังกับคู่สมรสเพิ่มขึ้นการ ย้ายถิ่นของบุตรมีมากและเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะผู้สูงอายุในชนบทเกิดการอยู่อาศัยแบบข้ามรุ่น กล่าวคือสัดส่วนของผู้สูงอายุที่อยู่อาศัยกับหลานตามลำพังมีแนวโน้มเพิ่ม ขึ้น ผู้หญิงมีภาระหนักขึ้นต้องดูแลทั้งผู้สูงอายุและเด็ก บุตรขาดความรู้ในการดูแลผู้สูงอายุ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มที่เจ็บป่วยด้วยโรคเรื้อรังหรืออยู่ในภาวะทุพพลภาพ สัมพันธภาพของผู้ดูแลและปัญหาการใช้ความรุนแรงกับผู้สูงอายุ

๒.๒ มิติด้านเศรษฐกิจ แหล่งรายได้ของผู้สูงอายุมาจาก ๒ แหล่ง กล่าวคือ ๑) จากการทำงาน และ ๒) จากบุตร โดยแตกต่างกันไปตามช่วงอายุ อายุยิ่งมากรายได้จากการทำงานก็ลดลงรายได้ส่วนใหญ่จะมาจากบุตรแทน บุตรยังคงเป็นแหล่งรายได้หลักของของประชากรสูงอายุเมื่อประชากรวัยแรงงานมี จำนวนน้อยลง สิ่งที่น่าเป็นห่วงคือ ภาษีที่จะนำมาช่วยเหลือผู้สูงอายุก็จะลดลงตามไปด้วย ในอดีตกลุ่มคนที่เสี่ยงต่อความยากจนคือกลุ่มเด็กแต่ในปัจจุบันเริ่มมีแนว โน้มพบว่ากลุ่มผู้สูงอายุโดยเฉพาะอายุ ๖๐ ปีขึ้นไปจะได้รับการช่วยเหลือฟื้นฟูช้ากว่ากลุ่มคนวัยอื่น

๒.๓ มิติด้านสุขภาพ ผู้สูงอายุมีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคเบาหวาน โคเลสเตอรอลสูง โรคความดันเลือดสูงโรคหลอดเลือดสมองเพิ่มขึ้น ผู้สูงอายุเพศผู้หญิงที่มีอายุ ๘๐ ปีขึ้นไปมีโอกาสเป็นผู้สูงอายุที่ไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้มากขึ้นผู้สูง อายุที่มีอายุมากขึ้นเรื่อยๆ ก็ยิ่งเสี่ยงต่อภาวะทุพพลภาพมากขึ้นตามไปด้วย

นโยบายในเรื่องผู้สูงอายุ หลังจากที่ห่างหายจากแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติไปนานเมื่อเดือน ตุลาคม ๒๕๕๕ รัฐบาลได้เริ่มหันมาให้ความสนใจอีกครั้งโดยได้มีการจัดทำแผนประชากรในแผน พัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ ๑๑ ซึ่งมีวิสัยทัศน์คือ ประชากรไทยทุกคนเกิดมามีคุณภาพ ได้รับการพัฒนาทุกช่วงวัยให้สามารถเป็นพลังในการขับเคลื่อนการเจริญเติบโต ของประเทศและมีหลักประกันที่มั่นคงพร้อมเข้าสู่วัยสูงอายุที่มีสวัสดิการทาง สังคมอย่างยั่งยืนและกระทรวงสาธารณสุขได้มีการผลักดันนโยบายและยุทธศาสตร์ การพัฒนาอนามัยการเจริญพันธุ์แห่งชาติ ฉบับที่๑ (พ.ศ.๒๕๕๓-๒๕๕๗) การส่งเสริมให้คนทุกเพศวัยมีอนามัยการเจริญพันธุ์ที่ดี โดยยึดหลักความสมัครใจ เสมอภาคและทั่วถึง เพื่อเป็นพลังประชากร สร้างประเทศให้รุ่งเรืองและมั่งคั่งและมั่นคงสืบไป รวมถึงแผนผู้สูงอายุแห่งชาติฉบับที่ ๒ (พ.ศ.๒๕๔๕-๒๕๖๔) ได้มีการปรับปรุงเป็นแผนผู้สูงอายุแห่งชาติฉบับที่ ๒ (พ.ศ.๒๕๔๕-๒๕๖๔) ฉบับปรับปรุงครั้งที่ ๑ พ.ศ.๒๕๕๒ โดยมีวิสัยทัศน์คือ ผู้สูงวัยเป็นหลักชัยของสังคม และ“ผู้สูงอายุมีคุณภาพชีวิตที่ดี ด้วยการดำรงชีวิตอย่างมีคุณค่า มีศักดิ์ศรี พึ่งตนเองได้ และมีหลักประกันที่มั่นคง”

๓.ข้อคิดในการทำงานด้านผู้สูงอายุ

๑)กลุ่มประชากรเป้าหมายต้องแยกเป็นประชากรสูงอายุรุ่นปัจจุบันและประชากรที่จะเป็นผู้สูงอายุในอนาคต

๒)โครงสร้างทางอายุประชากรเปลี่ยน จำนวนและสัดส่วนประชากรเด็กและวัยแรงงานน้อยลง การหวังพึ่งพาบุตร/ครอบครัวเพียงอย่างเดียวน่าจะทำได้ยากขึ้น

๓) ทรัพยากรของประเทศที่มีจำกัดไม่น่าจะเพียงพอที่จะตอบสนองความต้องการของประชากรทุกกลุ่มได้ การหวังพึ่งรัฐอย่างเดียวทำได้ยาก

๔) ต้องเน้นแต่ละคนสามารถให้พึ่งตนเองได้นานที่สุด

๕) ผู้สูงอายุเป็นทั้งผู้ให้และผู้รับ

๖) ต้องมีข้อมูลเกี่ยวกับจำนวน รวมถึงคุณลักษณะทางเศรษฐกิจ สังคม ครอบครัว สุขภาพ และปัจจัยแวดล้อมต่างๆ ข้อมูลต้องถูกต้อง เที่ยงตรง ทันสมัย มีการนำข้อมูลไปใช้ในการวางแผน การให้การเกื้อหนุนผู้สูงอายุตามลำดับปัญหาและความต้องการ “ตรงตามความต้องการ เป็นธรรม และทั่วถึง”

มีการใช้ข้อมูลในการติดตามประเมินผลการดำเนินงาน

๔. ข้อเสนอแนะ

๑) รัฐบาลควรผลักดันให้เกิดการแปลงแผนผู้สูงอายุแห่งชาติไปสู่การปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรมด้วยการจัดสรรงบประมาณรองรับ

๒) การเร่งดำเนินการเรื่องการสร้างหลักประกันทางเศรษฐกิจในสังคมสูงวัยด้วยการส่งเสริมการออม

๓) ควรผลักดันและสนับสนุนให้ท้องถิ่นเพิ่มบทบาทในการดูแลส่งเสริมคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุในชุมชนของตนให้มากยิ่งขึ้น

๔) หากมีการร่างรัฐธรรมนูญใหม่ไม่ควรกำหนดอายุของความเป็นผู้สูงอายุ และแม้แต่พระราชบัญญัติก็ไม่ควรกำหนด แต่ควรให้เป็นไปตามกฎหมายลูก

๕) การเร่งรัดให้คนรุ่นใหม่เตรียมความพร้อมเพื่อที่จะเป็นผู้สูงอายุที่มีคุณค่าและอยู่ดีมีสุข

๖) การรณรงค์ให้คนไทยตระหนักถึงคุณค่าของผู้สูงอายุ

๗) เร่งขยายระบบดูแลระยะยาวให้ครอบคลุมมากขึ้น

๘) ควรเร่งกำหนดมาตรฐานกำกับบริการต่างๆ ที่ให้แก่ผู้สูงอายุ

หลังจากนั้นได้มีการอภิปรายกลุ่ม เรื่อง “ประเทศไทยกับการเตรียมความพร้อมผู้สูงอายุก้าวสู่ ๒ ทศวรรษหน้า (พ.ศ. ๒๕๕๖-๒๕๗๕) ” โดยมีขัอเสนอแนะ ดังนี้

ด้านสังคมและสิ่งแวดล้อม

การเตรียมความพร้อมควรต้องพิจารณา ๒ ด้าน

๑) การเตรียมความพร้อมสำหรับผู้สูงอายุ ผู้สูงอายุต้องเตรียมความพร้อมให้มีความเป็นผู้ให้ เตรียมใจที่จะเป็นผู้สูงอายุ เตรียมกายที่จะมีสุขภาพร่างกายที่แข็งแรง เตรียมสิ่งแวดล้อมที่เหมาะสมและเอื้อต่อผู้สูงอายุ เตรียมที่อยู่อาศัย เตรียมความพร้อมในทุกด้าน

๒) สำหรับการเตรียมความพร้อมของหน่วยงานราชการ ในความเป็นจริงแล้วการติดตามการดำเนินงานของหน่วยงานราชการต่างๆ ตามพระราชบัญญัติผู้สูงอายุนั้น คณะกรรมการผู้สูงอายุแห่งชาติได้ดำเนินการในเรื่องดังกล่าวอยู่ เพียงแต่ขาดการประชาสัมพันธ์ที่เพียงพอ

ข้อเสนอแนะ

๑.ต้องการให้รัฐสนับสนุนการรวมกลุ่มของผู้สูงอายุ

๒.ควรเสริมสร้างเครือข่ายผู้สูงอายุให้เข้มแข็ง ซึ่งขณะนี้มีกองทุนที่ให้ความช่วยเหลือผู้สูงอายุเป็นจำนวนมากแต่มีเงื่อนไข ว่าผู้สูงอายุจะต้องเขียนโครงการมาเสนอ

๓.ควรมีการประชาสัมพันธ์การดำเนินงานของหน่วยงานราชการที่ทำงานด้านผู้สูงอายุตามสื่อต่างๆ อย่างทั่วถึง

๔.ควรส่งเสริมให้ผู้สูงอายุมีการเรียนรู้ตลอดชีวิตส่งเสริมให้มีจิตอาสา

๕.องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นควรหันมาให้ความสำคัญในการจัดสวัสดิการแก่ผู้สูงอายุมากกว่าการให้ความสำคัญกับสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐาน

๖.รัฐควรดูแลให้หน่วยงานปฏิบัติตามพระราชบัญญัติผู้สูงอายุ

๗.รัฐควรจัดทำแผนงานดำเนินการให้ความช่วยเหลือผู้สูงอายุในยามวิกฤติ อาทิ ภัยหนาว อุทกภัย

๘.รัฐควรให้ความรู้แก่ผู้ดูแลผู้สูงอายุตามบ้านให้มีศักยภาพในการดูแลผู้สูงอายุได้ดียิ่งขึ้น

๙.ควรมีการจัดตั้ง Day Centre สำหรับผู้สูงอายุที่ต้องการใช้บริการแบบเช้าไปเย็นกลับ เพื่อไม่ต้องส่งผู้สูงอายุไปอยู่ตามบ้านพักคนชรา

๑๐.ควรจัดให้มีบุคลากรดูแลผู้สูงอายุที่ช่วยเหลือตนเองไม่ได้และต้องการดูแล ระยะยาว กรณีผู้สูงอายุที่ไม่มีฐานะ ไม่สามารถจ้างผู้ดูแลจากบริษัทเอกชนได้

๑๑.หน่วยงานของรัฐและองค์กรภาคเอกชนอื่นๆ ควรให้ความสำคัญกับการจัดสิ่งแวดล้อมในที่สาธารณะให้เหมาะสมและเป็นมิตรกับ ผู้สูงอายุ อาทิ ควรจัดให้มีห้องน้ำสำหรับผู้สูงอายุที่จอดรถสำหรับผู้สูงอายุ เป็นต้น

ด้านสาธารณสุข

๑.การดูแลต้องครอบคลุมผู้สูงอายุทุกกลุ่ม

๒.การเตรียมความพร้อมผู้สูงอายุต้องเตรียมตั้งแต่เด็กจนถึงผู้สูงอายุ (Life Course Approach)

๓.เน้นความสำคัญกับผู้ดูแลผู้สูงอายุที่เป็นสมาชิกครอบครัวและเพื่อนบ้าน (Informal Caregiver) ให้ความรู้ให้สวัสดิการ ให้ค่าตอบแทน (Care Allowance)

๔.ควรมีการบริหารจัดการข้อมูลผู้สูงอายุทั้งระดับประเทศและระดับท้องถิ่นที่มีความต่อเนื่อง

๕.ให้ความสำคัญกับกลุ่มผู้สูงอายุที่ช่วยเหลือตนเองไม่ได้ โดยเฉพาะกลุ่มที่ยากจนและถูกทอดทิ้ง

๖.การบริการทางสุขภาพควรให้ความสำคัญเรื่องการดูแลระยะสุดท้ายของชีวิต

๗.การดูแลผู้สูงอายุ ให้เน้นการดูแลที่บ้านเป็นหลักโดยยึดหลักศาสนาเข้ามามีส่วนเกี่ยวข้อง

๘.ควรส่งเสริมให้ผู้สูงอายุได้เข้าถึงองค์ความรู้ต่างๆได้อย่างต่อเนื่องตลอดชีวิต (Life long learning)

๙.ควรใช้การแพทย์ทางเลือก การแพทย์แผนไทย และการแพทย์พื้นบ้านเข้ามาในการดูแลรักษาผู้สูงอายุในอนาคต

๑๐.รณรงค์ให้ภาคเอกชน สนับสนุนการทำผลิตภัณฑ์อาหารที่เหมาะสมสำหรับผู้สูงอายุ รวมทั้งอาหารปลอดภัย

๑๑.รณรงค์ให้ผู้สูงอายุรู้จักวิธีการสร้างเสริมสุขภาพอย่างถูกต้อง และใช้หลักศาสนาเข้ามามีส่วนเกี่ยวข้อง เช่น สุขภาพดีวิถีพุทธ

๑๒.รัฐบาลควรมีระบบงบประมาณสนับสนุนทั้งทางภาครัฐ เอกชน และองค์กรไม่แสวงผลกำไร (NGO CSO) ดำเนินการด้านการดูแลผู้สูงอายุ ตลอดจนมาตรการทางภาษี (Tag intensive)

๑๓.รณรงค์และส่งเสริมให้ผู้สูงอายุที่มีศักยภาพ มีโอกาสในการช่วยเหลือสังคม เช่น จิตอาสา ปราชญ์ชุมชน

๑๔.แผนระดับชาติ เช่น แผนผู้สูงอายุแห่งชาติ ควรมีการปรับปรุงให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของสังคมผู้สูงอายุ

๑๕.ควรมีมาตรการเตรียมพร้อมในภาวะภัยพิบัติสำหรับผู้สูงอายุ

๑๖.ประสงค์จะเห็นผู้สูงอายุมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น อาทิ โรงพยาบาลของรัฐในปัจจุบันได้จัดให้มีช่องทางพิเศษสำหรับผู้สูงอายุ แต่ยังมีโรงพยาบาลของเอกชนยังไม่ให้ความร่วมมือในการปฏิบัติตามเท่าใดนัก จึงขอให้กระทรวงสาธารณสุขผลักดันในเรื่องดังกล่าว

ด้านการศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม

๑.ควรให้มีการผลักดันกองทุนการออมแห่งชาติ (กอช.)

๒.กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงวัฒนธรรมหรือองค์กรภาคเอกชน ควรจัดให้มีหลักสูตร การเรียนการสอนด้านเทคโนโลยีสารสนเทศให้แก่ผู้สูงอายุโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย เพื่อให้ผู้สูงอายุสามารถติดตามข้อมูลข่าวสาร มีความรู้เท่าทันเหตุการณ์ และพัฒนาตัวเองได้ต่อไป

๓.ควรจัดให้มีสื่อสำหรับผู้สูงอายุโดยเฉพาะ

๔.กระทรวงวัฒนธรรมควรประสานกับกระทรวงการต่างประเทศจัดทำแผนยุทธศาสตร์รอง รับเพื่อเตรียมความพร้อมผู้สูงอายุในการเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (Asean Economic Community) ในปี พ.ศ. ๒๕๕๘

๕.ต้องการให้มีข้อมูลข่าวสารทั้งที่เป็นอินเตอร์เนต จุลสาร จดหมายข่าวของหน่วยงานทางการศึกษา ศิลปวัฒนธรรม (กระทรวงวัฒนธรรมได้มีการจัดทำจุลสารทางวัฒนธรรม สามารถเข้าไปลงทะเบียนเพื่อรับเอกสารดังกล่าวได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายและจะ จัดส่งไปให้ทุกๆ ๓ เดือน)

๖.ผู้สูงอายุเป็นต้นทุนทางสังคม ผู้สูงอายุส่วนใหญ่มีความต้องการถ่ายทอดความรู้ประสบการณ์ ต้องการเป็นวิทยากร และทำงานร่วมกับเด็กและเยาวชน จึงควรให้มีกิจกรรมสำหรับผู้สูงอายุ โดยให้เป็นไปตามความรู้ ความถนัด และความประสงค์

๗.ผู้สูงอายุมีความต้องการรับชมหนัง ละคร โขน (ซึ่งในเรื่องนี้กระทรวงวัฒนธรรมมีนโยบายให้ผู้สูงอายุสามารถใช้บริการ พิพิธภัณฑ์ หอสมุดแห่งชาติ โรงละคร หออัครศิลปินได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย)

๘.ผู้สูงอายุต้องการให้มีการสนับสนุนกิจกรรมทางวัฒนธรรม อาทิ พาผู้สูงอายุไปเที่ยวชมสังเวชนียสถาน กระทรวงวัฒนธรรมจะรับเรื่องไปมอบให้กรมการศาสนาดูแลต่อไป

๙. ฝากให้กระทรวงวัฒนธรรมทบทวนกระบวนการคัดเลือกประธานสภาวัฒนธรรม ควรมีความชัดเจนและคัดเลือกผู้ที่มีความรู้ด้านศิลปวัฒนธรรมอย่างแท้จริง

๑๐. ควรจัดให้มีการเรียนการสอนแก่เด็กตั้งแต่ระดับประถม เพื่อให้เด็กและเยาวชนหันมาให้ความสนใจและตระหนักในคุณค่าของผู้สูงอายุ





 

เป็นสุขทุกครัวเรือน

สถานีวิทยุ ขสทบ. FM 102Mhz

ออกอากาศ จันทร์ - ศุกร์
เวลา 9.05 - 10.00 น.

Online : www.102radio.net
Re-Run : www.behappyradio.com

เกี่ยวกับรายการ

อาจารย์ ชยุตม์ วันเกิด

ปัจจุบันสังคมไทยเต็มไปด้วยปัญหาต่างๆ มากมาย ตั้งแต่ปัญหาระดับประเทศในภาพรวม มาจนถึงปัญหาในชุมชน และครัวเรือน รายการ “เป็นสุขทุกครัวเรือน” จึงขอนำเสนอเนื้อหาสาระต่างๆ ที่จะเป็นประโยชน์ และปลูกจิตสำนึกถึงความสำคัญของสถาบันครอบครัวของคนไทย รวมถึงนำเสนอแง่คิด มุมมองต่างๆ ที่จะสนับสนุนส่งเสริมให้ครอบครัวไทยสามารถปรับตัวและแก้ไขปัญหาต่างๆ